เทคนิคการแทงไก่ชนออนไลน์ขั้นเซียนคาสิโนออนไลน์

เทคนิคการแทงไก่ชนออนไลน์ขั้นเซียนคาสิโนออนไลน์

เชื่อได้ว่าตามคาสิโนออนไลน์ต่างๆ เราก็จะพบเห็นการแทงไก่ชนแบบออนไลน์มาบ้างแล้วแต่ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะเกิดคำถามต่อมาว่าแล้วจะเล่นยังไง ถึงจะชนะเกมการแข่งขันหรือว่าจะแทงแบบไหนถึงจะได้เงินในการเดิมพัน ซึ่งการที่จะทำกำไรจากการแทงไก่ชนออนไลน์ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ว่าจะเป็นการแทงไก่ชนประเภทไหนก็ตาม คือต้องมองให้ออกเรื่องการเปรียบเทียบไก่ทั้ง 2 ตัว ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับนักเดิมพันที่ต้องรู้ถึงอายุของไก่ ทั้ง 2 ตัวว่ามีอายุเท่าไหร่ห่างหรือใกล้เคียงกันแค่ไหน แต่ถ้าห่างกันมากให้เราเลือกตัวที่อายุน้อยกว่าจะมีโอกาสชนะมากกว่า แต่ถ้าไก่ 2 ตัวนั้นมีอายุใกล้เคียงก็ให้เราสังเกตเรื่องใบหน้าดวงตาผิวของไก่เป็นต้น

เทคนิคการดูไก่เปรียบเทียบแทงไก่ชนขั้นเซียน

  1. การเปรียบเทียบไก่ชนเชิงตี

จะว่าไปแล้วการสังเกตเชิง ของไก่ แต่ละตัวต้องอาศัยประสบการณ์ในการดูพอสมควรเราต้องรู้ว่าไก่ที่เราเลือกแทงนั้นชอบตีเชิงไหนต้องอ่านใช้ให้ออกเช่นพิจารณา จากรอยแผลเก่า ที่อยู่บนใบหน้าแสดงว่า ผ่านประสบการณ์มาพอสมควรหรือถ้าเป็นไก่ที่เป็น หน้าเหลี่ยม ขนไม่ยับหรอกตรงหน้าไม่หลุด ก็เห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าเป็นไก่ชนหัวสูงตีนไวเตะเก่งปากเร็ว

  1. การเปรียบเทียบเชิงลักษณะแข้งไก่ชน

แข้งไก่ชนที่มีลักษณะแข้งกลมหรือแข้งคัด แข้งหวาย ไก่ลักษณะแบบนี้มีจุดเด่นคือตีเก่งมากมีความว่องไวในการตี พร้อมความแม่นยำไก่ชนแข้งเหลี่ยม ลักษณะพิเศษคือมีรูปร่างใหญ่ มีการตีหนัก ตีแรง ลีลาการตีที่หลากหลายได้ทั้งหัว คอ และลำตัวส่วนใหญ่ไก่ชนที่มีลักษณะแบบนี้จะเน้นตีไปที่ลำตัว ซึ่งนี้ก็เป็นลักษณะที่เราควรเลือกวางเดิมพันมีโอกาสชนะความแน่นอน

การดูลักษณะเปรียบเทียบของเชิงไก่ชนก่อนการเดิมพันไก่ชนออนไลน์ก็จะช่วยให้เรานั้นมีโอกาสชนะมากกว่าอย่างแน่นอนยิ่งถ้าเราเลือกวิเคราะห์เพิ่มขึ้นไปอีกชนะชัวๆ

แทงไก่ชนออนไลน์ให้เว็บคาสิโนออนไลน์ที่มีอัตราการจ่ายที่สูงก็จะช่วยให้เราได้ทำกำไรจากการแทงไก่ชนออนไลน์เพิ่มขึ้นไปอีกเว็บคาสิโนที่ดี ต้องมีโปรโมชั่นในการเข้าใช้งานโบนัสพิเศษต่างๆ วันเกิด แจกโบนัสเพิ่มสำหรับการแนะนำเพื่อน เป็นต้น ซึ่งแต่ละเว็บก็มีอัตราส่วนของโปรโมชั่นที่แตกต่างกันไปให้เราเลือกให้ดีและเลือกเว็บคาสิโนออนไลน์ที่มีอัตราการจ่ายสูงโปรโมชั่นดีนั้นก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคุณ

 

 

ไขข้องสงสัยโรคขี้ลืมมีวิธีแก้อย่างไร

ไขข้องสงสัยโรคขี้ลืมมีวิธีแก้อย่างไร

อีกหนึ่งโรคที่ไม่มีใครอยากเป็น นั่นก็คือ โรคขี้ลืม โรคนี้หลายคนอาจจะมองว่าเป็นโรคของคนแก่ ที่สมองอาจจะไม่ดีเหมือนเก่าซึ่งก็จริง แต่เดี๋ยวนี้โรคขี้ลืม คนในวัยรุ่น จนถึงวัยทำงานก็เป็นกันแล้ว ซึ่งอาการขี้ลืมนี้ อาจจะส่งผลบางอย่างตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยอย่างเช่น ลืมสิ่งของตรงนั้นตรงนี้ จนถึงลืมเรื่องที่อันตรายอย่างเปิดน้ำ เปิดไฟทิ้งไว้ จนอาจจะทำให้ทรัพย์สินเสียหายได้ วันนี้เราจะมาแนะนำว่า โรคขี้ลืมมีวิธีแก้อย่างไร ฉบับของวัยรุ่น วัยทำงาน จะได้ไม่ลืมกัน

ทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน

สาเหตุการลืมอย่างแรกของคนยุคนี้ก็คือ พวกเค้าทำหลายอย่างในเวลาเดียว อย่างเช่น กินไปด้วย ดูโทรศัพท์ไปด้วย เวลาได้รับสาร, คำสั่ง หรือ ข้อความอะไรก็ตาม บอกเลยว่า สมอง สติ จะไม่ครบ 100% จะให้จำได้หมดก็ไม่ทางเลย ทางแก้สำหรับเคสนี้ก็คือ ให้หยุดทุกกิจกรรมแล้วค่อยทำไปทีละอย่าง จะกินข้างก็กิน จะดูโทรศัพท์ก็ดู ให้สมองได้จดจ่อต่อเรื่องที่อยู่ตรงหน้าจะทำให้จำได้มากขึ้น

อาการเครียด

สำหรับวัยทำงาน คนยุคนี้บอกเลยว่ามีเรื่องให้คิดเยอะมาก ตั้งแต่ตื่นนอน กินข้าว เดินทาง ไปนั่นไปนี่ เรื่องงาน ครอบครัวและอีกสารพัดอย่าง นั่นทำให้วัยทำงานหลายคนต้องเจอกับสิ่งที่เรียกว่า ความเครียด รุมล้อมเข้ามาแบบ 360 องศากันเลยทีเดียว พอมีความเครียดจะทำให้สมองทำงานได้น้อยลง ดังนั้นควรหากิจกรรมเพื่อลดความเครียดเหล่านั้นออกไป ก็จะช่วยให้ความเครียดลดลง เหลือพื้นที่ของสมองให้จดจำเรื่องบางอย่างได้ดีขึ้น

การรับประทานยา

โรคภัยไข้เจ็บก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการขี้หลง ขี้ลืมในวัยรุ่นได้เหมือนกัน ยาบางตัวมีผลข้างเคียงอย่างยาแก้แพ้แบบง่วงที่กินแล้วจะง่วง มันก็จะทำให้เราง่วงนอน เบลอ จนหลงลืมไปได้ หรือยาโรคหัวใจ ยาความดันโลหิต ก็ส่งผลแบบเดียวกัน ดังนั้นหากรู้ว่ากินยาแล้วอาจจะหลงลืม อาจจะทำภารกิจให้เสร็จ หรือจดเอาไว้ก่อน จะช่วยลดอาการลืมได้ (จากที่ต้องจำรายละเอียด จำแค่ว่าต้องตื่นมาอ่านรายละเอียดเท่านั้นก็พอ

ไขข้องสงสัยโรคขี้ลืมมีวิธีแก้อย่างไร

ทานอาหาร + ออกกำลังกาย

ทีนี้มาดูวิธีการแก้โรคขี้ลืมของวัยรุ่น จนถึงวัยทำงานดีกว่า ว่ามีวิธีอะไรบ้าง แนะนำอย่างแรกเลยทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อันนี้สำคัญ อาหารครบ 5 หมู่ จะทำให้เราได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ซึ่งสารเหล่านั้นมีผลต่อการชะลอความเสื่อมของสมอง ทำให้มีความจำดีขึ้นด้วย ส่วนเรื่องการออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายแข็งแรง สมองได้รับออกซิเจน ผลก็คือทำให้สมองปลอดโปร่ง โล่ง และจดจำเรื่องที่ต้องการได้ดีขึ้น

จดบันทึกสิ่งสำคัญ

หากเรารู้ว่าขี้ลืม สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ สมุดจดโน้ตบันทึกเรื่องสำคัญ อันนี้หาซื้อได้เลย สมุดเหล่านี้จะทำให้เราลดปริมาณการจำลง จากที่ต้องจำรายละเอียดทั้งหมด จำแค่ว่ารายละเอียดอยู่ในสมุดเท่านั้นเอง อีกทั้งการจดจะทำให้รายละเอียดครบถ้วนมากกว่า และแม่นยำกว่าการจำทั้งหมดลงไปในสมอง การจดบันทึกอาจจะจดใส่โทรศัพท์มือถือก็ได้

การจัดระเบียบสิ่งของ

สาเหตุหนึ่งที่เรามักลืมอาจจะเป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมรอบตัวไม่เรียบร้อยด้วย เราอาจจะไม่สังเกตว่าที่เราหากุญแจบ้าน กุญแจรถไม่เจอ ไม่รู้ว่าไปวางตรงไหน อาจจะเกิดจากเราไม่เก็บบ้าน หรือ โต๊ะทำงานให้เรียบร้อยก็ได้ ดังนั้นหากมีเวลาว่างก็ควรจะเคลียร์บ้าน โต๊ะทำงานให้เรียบร้อย จะได้เห็นสิ่งของอย่างชัดเจน ว่าอะไรอยู่ตรงไหน และสุดท้าย วิธีการแก้ไขโรคขี้ลืมได้ดีที่สุดก็คือ สติ และ ใส่ใจกับทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา หากเรามีสองอย่างนี้จะทำให้เราจำได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

นอนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลต่อร่างกายมากแค่ไหน

นอนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานานส่งผลต่อร่างกายมากแค่ไหน

หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงก็คือ การนอน เชื่อว่าเรารู้กันมาตั้งแต่เด็กแล้วว่า การนอนนั้นต้องนอนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน แต่เชื่อหรือไม่ว่า การจะนอนให้ได้ปริมาณและคุณภาพตามที่กำหนดไว้นั้นเป็นเรื่องยากมาก ยิ่งถ้าเป็นวัยทำงานที่ต้องทำนั่น ทำนี่มากมายก่อนนอน ยิ่งทำให้การนอนยาก และน้อยลงไปอีก มาวันนี้เราจะมาบอกกันว่า หากเรานอนน้อยกว่าที่กำหนดไว้นั้นจะเกิดผลเสียอย่างไรต่อร่างกายบ้าง

ร่างกายอ่อนเพลีย

หากเรานอนน้อย หรือนอนไม่พอ สิ่งที่เกิดขึ้นจะทำให้เราเมื่อตื่นขึ้นมาร่างกายจะไม่สดชื่น อ่อนเพลียอย่างมากในวันต่อไป เหมือนกับตื่นแล้วแต่เหมือนไม่ตื่น ง่วงนอน ซึมตลอดเวลา เรื่องอ่อนเพลียนี้ อาจจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดากินกาแฟ หรือ เครื่องดื่มบำรุงกำลังจะดีขึ้น ก็จริง แต่มันเป็นการดีขึ้นสดชื่นแบบชั่วคราวเท่านั้น แถมยังทำร่างกายรับภาระเรื่องสารต่างๆที่อยู่ในเครื่องดื่มเหล่านั้นอีก ร่างกายอ่อนเพลียอาจจะส่งผลเสียอีกเรื่องหนึ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เวลาเราขับรถอาจจะเกิดหลับในจนเกิดอันตรายได้ หรือ เราทำงานกับเครื่องไม้เครื่องมือหากเรางีบหลับอาจจะเกิดอันตรายต่อตนเองจนถึงคนรอบข้างได้

นอนไม่พอทำให้อ้วน

เรื่องนี้มีผลต่อเนื่องแบบที่ไม่คาดคิดเลย นั่นก็คือ การนอนไม่พอจะทำให้เราอ้วนขึ้นได้ สาเหตุรองรับก็คือ นอนไม่พอทำให้กระบวนการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่เพียงพอ ผลก็คือร่างกายจะสั่งการให้เราทานอะไรที่เป็นของหวานๆมากขึ้นเพื่อต้องการความสดชื่นเข้ามาเสริมที่ขาดไปจากการนอนไม่พอ สังเกตได้หากเรานอนไม่พอ มักจะอยากกินอะไรหวานๆตลอด ทั้งน้ำหวาน ขนมหวาน ของกินเล่น มากกว่าปกติ ถ้าไม่อยากอ้วนก็อย่านอนดึก

นอนไม่พอทำให้ร่างกายไม่โต

สำหรับในเด็กจนถึงวัยรุ่น การเจริญเติบโตสมวัยเป็นสิ่งที่พวกเค้าต้องการมากที่สุด เพราะหากเลยในช่วงเวลานี้ไปแล้วการเจริญเติบโตของพวกเค้าจะหยุดชะงักลงทันที ทีนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวนอกจาก อาหาร ออกกำลังกาย เรื่องการนอนก็สำคัญหากนอนไม่พอ จะทำให้ร่างกายของพวกเค้าไม่เจริญเติบโตด้วยทั้งร่ายกาย(ความสูง) ไปจนถึงสมองของพวกเค้าเอง ยังไม่รวมถึงอาการเจ็บป่วยที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย และบ่อยกว่าปกติอีกด้วย

อาการนอนน้อยเรื้อรัง ส่งผลต่อ…

ทีนี้หากเรานอนน้อยแบบติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นเพราะอาชีพ หรือ ด้วยพฤติกรรมส่วนตัวก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหากเรานอนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็คือ จะทำให้หลอดเลือดสมองตีบลง ซึ่งหากเป็นอาการแบบนี้จะส่งผลต่อสมองที่อาจจะเสื่อมก่อนเวลาอันควรได้โดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยเช่นกัน

สภาพผิวก็ผลจากการนอนน้อยเช่นกัน หากเรานอนน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ผิวหนังมีรอยเหี่ยวย่น รอยคล้ำตั้งแต่รอบดวงตา ผิวตามตัว ที่เป็นแบบนี้เพราะว่า ฮอร์โมนที่ชื่อว่า โกรทฮอร์โมนน้อยลง ซึ่งตัวนี้มีผลต่อกระดูกด้วยเช่นกัน หากไม่อยากกระดูกพรุน เปราะก่อนวัยอันควร ก็รีบนอนซะ

เกิดอาการหลอน

เมื่อเรายังฝืนอดนอนเป็นเวลานานต่อไป สิ่งที่จะทำให้เราเจอก็คืออาการทางสมอง และ อาการของจิตเข้ามาร่วมด้วย จากการวิจัยทางการแพทย์ได้บอกว่า เมื่อนอนน้อยติดกันเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการประสาทหลอนไม่ว่าจะเป็น อาการหูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด ระแวง กลัวคนมาทำร้าย และมีอารมณ์แปรปรวนผิดปกติ บางทีอาจจะอารมณ์ดีอยู่แต่ก็เปลี่ยนเป็นโมโหร้ายได้ในเวลาไม่กี่วินาที เห็นไหมว่าการอดนอนมีผลอย่างไรต่อร่างกาย รู้แบบนี้แล้วควรแบ่งเวลานอนให้กับตัวเองอย่างพอเพียงจะดีที่สุด

หากดื่มนมทุกวันช่วยให้ร่างกายดีอย่างไร

หากดื่มนมทุกวันช่วยให้ร่างกายดีอย่างไร

นมถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ดี และมีความเชื่อแปลกๆอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ เรามักจะให้ดื่มนมกันเฉพาะในเด็กจนถึงวัยรุ่น แล้วก็ช่วงคุณแม่ตั้งครรภ์ แล้วก็คนแก่เท่านั้นเอง นอกจากเงื่อนไขเหล่านั้นไม่ค่อยอยากจะกินนมกันสักเท่าไร เชื่อว่า เรากินนมจากการโดนบังคับกันซะมากกว่า แทนที่จะเข้าใจว่านมนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายเราจริงๆ ทีนี้เราจะมาเล่าให้ฟังดีกว่าว่า หากเราดื่มนมทุกวัน แม้จะไม่ใช่ช่วงวัยที่เราบอกไว้ จะทำให้ร่างกายของเราดีอย่างไร

ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต

อย่างแรกเลยสำหรับการดื่มนมทุกวัน เราจะได้ยินกันมาตลอดตั้งแต่เด็ก นั่นก็คือ นมช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ยิ่งในวัยเด็กจนถึงช่วงวัยรุ่นถือว่าเป็นช่วงที่ร่างกายกำลังจะเจริญเติบโตที่สุดแล้ว การได้ดื่มจะยิ่งช่วยให้การเจริญเติบโตนั้นทำได้ดีขึ้นไปอีกหลายเท่าเลยทีเดียวทั้งเรื่องของความสูง กระดูก และแคลเซียมที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตล้วนอยู่แต่ในนมทั้งนั้น แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่รู้ก็คือ น้ำนมจะช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงด้วย ดังนั้นจึงควรกินนมทุกวัน

ช่วยบำรุงประสาท

การดื่มนมทุกวัน จะมีวิตามินตัวหนึ่งชื่อว่า วิตามินบี1 วิตามินตัวนี้มีส่วนช่วยในเรื่องสำคัญสองจุด หนึ่งเป็นการช่วยบำรุงประสาทให้เป็นไปตามกลไกของธรรมชาติ ประสาทไม่เสื่อมง่าย และสองช่วยบำรุงหัวใจ ให้ทำงานอย่างเต็มความสามารถของมัน การดื่มนมทุกวันจะช่วยชะลอความเสื่อมของหัวใจได้ช้าลงด้วย ยิ่งวัยทำงานต้องใช้ประสาทหลายส่วนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น สายตา(มองดูจอ) หู(ฟังงานที่สั่ง) มือ(ทำงาน,พิมพ์งาน,เขียน) ยิ่งต้องแยกประสาททำให้ยิ่งต้องบำรุงประสาทด้วย

หากดื่มนมทุกวันช่วยให้ร่างกายดีอย่างไร

ช่วยระบบย่อยอาหาร

นมนั้น ปัจจุบันได้มีการแปรเปลี่ยนให้นมมีหลากหลายรูปแบบมากขึ้น แต่ยังมีประโยชน์อยู่เหมือนเดิม อย่างหนึ่งที่เราเห็นกันก็คือ นมเปรี้ยว ที่มีจุลินทรีย์บางอย่างลงไปด้วย หากเราดื่มนม(เปรี้ยว) ทุกวันสิ่งที่จะช่วยเราอย่างเห็นได้ชัดเลยก็คือเรื่องการขับถ่ายจะดีขึ้น ใครที่ขับถ่ายไม่ดี ย่อยอาหารไม่สะดวก รู้สึกว่าเป็นโรคท้องผูกถ่ายไม่ออกหลายวัน แนะนำว่าควรหันมารับประทานนมเปรี้ยวอย่างน้อย วันละ 1 ขวด ร่างกายจะขับถ่ายสะดวกขึ้น (คนวัยทำงานจะรู้เลยว่า โรคท้องผูกอันตรายมากแค่ไหน)

ช่วยให้สดชื่น

คนในวัยทำงาน ส่วนมากไม่ชอบดื่มนมกันเท่าไรนักซึ่งมักจะคิดว่า นมเป็นเรื่องของเด็กเท่านั้น อันนี้ผิดถนัดเลย นมกับคนวัยทำงานก็มีส่วนช่วยได้เหมือนกัน หากดื่มอย่างถูกวิธี ยิ่งตอนเช้าหลายคนกว่าจะตื่น ต้องรีบไปทำงาน ทำให้ตอนเช้าหลายคนรู้สึกไม่สดชื่นเตรียมพร้อมในการทำงาน จนต้องหันไปพึ่งคาเฟอีนจากกาแฟ เราขอแนะนำให้ลองเปลี่ยนพฤติกรรม มาดื่มนมตอนเช้าหลังจากทานอาหารเช้าดู เพราะนมจะมีส่วนช่วยให้เราดูดซึมอาหารที่กินเข้าไปตอนเช้าได้มากขึ้น ผลก็คือมีพลังงานมากขึ้น สดชื่นมากขึ้น พร้อมทำงานได้มากขึ้นด้วย แถมไม่ทิ้งอะไรตกค้างเหมือนคาเฟอีนด้วย ยิ่งดื่มทุกวันก็สดชื่นทุกวัน

ช่วยป้องกันโรค

คนวัยทำงาน สิ่งที่น่ากลัวอย่างหนึ่งก็คือ โรคภัยไข้เจ็บ แม้ว่าบางครั้งจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็น แต่เราสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนั้นด้วย การดื่มนมทุกวันช่วยได้อย่างหนึ่ง นอกจากโรคเกี่ยวกับกระดูกแล้ว หากเราดื่มนมเป็นประจำทุกวัน จะช่วยป้องกัน โรคเบาหวาน โรคหัวใจได้ด้วยทางหนึ่งเช่นกัน เห็นประโยชน์ของนมอย่างนี้แล้ว ก็อย่ารอช้า หันมาดื่มนมกันเถอะ แม้ว่าเราจะไม่ใช่วัยที่ต้องดื่มนมเป็นประจำก็ตาม

ตอบข้อสงสัย ค้างคาว เป็นสัตว์แพร่เชื้อโรคโควิดจริงหรือไม่

ตอบข้อสงสัย ค้างคาว เป็นสัตว์แพร่เชื้อโรคโควิดจริงหรือไม่

ท่ามกลางวิกฤติโควิท 19 ในช่วงแรกของการระบาดโรคนี้เชื่อกันว่ามาจากสัตว์ชนิดหนึ่งที่เราไม่คิดกันว่ามันจะมีอานุภาพถึงเพียงนี้นั่นก็คือ ค้างคาวนั่นเอง ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์ที่หากินตอนกลางคืน ไม่ทำร้ายมนุษย์ จะสามารถปล่อยไวรัสมาทำร้ายมนุษย์จนถึงขั้นทำลายล้าง เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้เลย วันนี้เราจะมาว่ากันว่า ค้างคาวนั้นแท้จริงเป็นสัตว์แพร่เชื้อโรคจริงหรือไม่

ความสามารถในการอยู่ร่วมกับไวรัส

หากไม่นับการที่มันบินได้ อะไรคือความสามารถพิเศษของค้างคาว คำตอบก็คือ มันสามารถอยู่ร่วมกับไวรัสได้หลากหลายชนิดมาก ทั้งของใหม่และของเก่า แต่เชื่อไหมว่า มันไม่ป่วยจากไวรัสเหล่านั้นได้เลย เรียกได้ว่า ไวรัสตัวไหนจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถทำอันตรายมันได้เลย สาเหตุก็เพราะว่ามันสามารถปรับตัวบวกกับมีวิวัฒนาการของตัวเองเพื่อต่อต้านไวรัสให้ไม่เป็นอันตรายได้นี่แหละคือความเก่งของมันที่เรานึกไม่ถึง

ไวรัสไม่แพร่ ถ้าคนไม่แหย่

อย่างไรก็ตาม ไวรัสที่อยู่ในค้างคาวนั้น แม้จะมากมาย อันตรายแค่ไหน มันก็ไม่อันตรายเลย ถ้าหากมันอยู่ในตัวค้างคาวเอง แต่เรื่องราวมันเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์เองนั่นแหละ ที่เอาสัตว์ที่ไม่น่าจะเอามากินได้อย่าง ค้างคาว ที่อาศัยอยู่ในถ้ำมืด อยู่สูง มนุษย์เราก็ยังสอยมากินได้ ทีนี้พอเอามากิน ไวรัสที่อยู่ในตัวมันก็แพร่กระจายออกมาด้วย หรืออีกกรณีหนึ่งมีการระเบิดถ้ำที่เป็นบ้านของค้างคาวทำให้ค้างคาวไร้บ้านจนต้องหาที่อยู่อื่น นั่นทำให้ค้างคาวอาจจะมาสัมผัสกับมนุษย์โดยบังเอิญ พร้อมกับนำไวรัสมาติดด้วยแบบไม่ตั้งใจ ซึ่งจากวิกฤติโควิท 19 นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราได้รับเชื้อจากค้างคาวผ่านฝีมือมนุษย์ มีเชื้ออะไรบ้างที่เกิดจากค้างคาว แล้วคนไปเอามา

โรคติดเชื้อไวรัส นิปาห์

เชื้อโรคตัวนี้ชื่อว่า ไวรัสนิปาห์ เกิดขึ้นจาก การสัมผัสสารคัดหลั่ง หรือ มูล ของสัตว์บางจำพวกอย่าง ค้างคาวผลไม้ หรือ สัตว์ที่ได้รับเชื้อจากค้างคาวผลไม้ แล้วส่งมายังคนอีกต่อหนึ่ง อาการของโรคนี้จะทำให้ผู้ติดเชื้อมีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหมือนเป็นไข้ธรรมดา แต่จะเริ่มไม่ธรรมดาตรงที่จะมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงขึ้น อย่าง ปอดบวม สมองอักเสบ หากปล่อยไว้อาจจะตายได้

 virus

โรคติดเชื้อไวรัส อีโบลา

เชื้อ อีโบลา ถือว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกไปมากมายทีเดียว เกิดจากค้างคาวผลไม้(อีกแล้ว) หลายคนติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการในทันที แต่อาการเมื่อติดเชื้อ ได้แก่ ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ แต่มีจุดเด่นตรงที่จะมีอาการเจ็บคอ อาเจียน ท้องเสีย และ มีผื่นขึ้นตามตัวด้วย

โรคติดเชื้อไวรัส เฮนดรา

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสเฮนดรา เริ่มต้นของเชื้อนี้มาจากม้า ต่อจากนั้นนักวิจัยยังค้นพบว่า เชื้อไวรัสตัวนี้ยังพบในค้างคาวแม่ไก่ หรือ ค้างคาวผลไม้ด้วย ผลที่เกิดจากไวรัสตัวนี้ จะทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และเยื้อหุ้มสมองอักเสบแบบไม่รุนแรง  แต่ถ้าหากปล่อยเอาไว้ก็อาจจะเสียชีวิตได้เหมือนกัน

โรค ซาร์ส

อีกหนึ่งชื่อที่เราน่าจะยังไม่ลืมกันก็คือ โรคซาร์ส หรือ โรคกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง โรคนี้เชื้อกันว่ามาจากไวรัสที่อยู่ในสัตว์อย่าง อีเห็น , แรคคูน ต่อมามีการค้นพบอีกว่า ค้างคาวมงกุฎในประเทศจีน ติดเชื้อนี้และแพร่ออกไปสู่สัตว์ตัวเอง จนกระทั่งมาสู่คน อาการของโรคนี้ก็คือ มีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร หนาวสั่น เจ็บคอ จนอาจจะรุนแรงไปสู่ปอดอักเสบ ปอดบวม จนตายในที่สุด

จะเห็นว่า หากเอาจริงแม้ว่าค้างคาวจะเป็นสัตว์ที่รวมไวรัสเอาไว้ในตัวมากมาย แต่หากมนุษย์ไม่เข้าไปยุ่งกันมันก่อน โอกาสจะโดนมันแพร่เชื้อไวรัสใส่ก็น้อยมากตามไปด้วย